การบัญชีแบบแยกต้นทุนตามกิจกรรม
ABC คืออะไร
Activity Base Costing การคิดต้นทุนของการผลิตภัณฑ์แบ่งแยกตามกิจกรรม ซึ่งแต่เดิม ณ. การคิดมูลค่าที่ บัญชีแยกประเภทอาจให้ความสนใจน้อยเกี่ยวกับ วิธีการเฉลี่ยค่าต้นทุน โดยอาจเป็นการตัดสินมูลค่านั้นๆ จากแผนกบัญชีเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลทำให้ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น ถูกแบ่งเฉลี่ยไปให้แต่ละฝ่ายหรือผลิตภัณฑ์ ไม่ถูกต้องเพียงพอ และในที่สุด ผลรวม ที่บัญชีแยกประเภทอาจจะไม่ตรง ถ้ามองบนพื้นฐานของ ABC ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทุกอย่างที่ไม่ได้ทำแบบ ABCนั้นผิด (เป็นการมองคนละมุมครับ)
ประวัติของ ABC เท่าที่ทราบเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วบริษัทชั้นนำของโลกทางตะวันตก เริ่มนำมาเผยแพร่ให้กับบริษัทลูกของตนเองในแถวๆบ้านเรา แล้วพยายามที่จะกำหนดใช้แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนักอาจจะติดด้วย ศรัทธา ของกลุ่มที่จะทำงานในเรื่องนี้ (ผมคิดเอง) องค์กรในบ้านเราที่นำแนวความคิดนี้มาใช้เท่าที่ทราบได้แก่ การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย
วิธีการคิดต้นทุนแบบ ABC เริ่มจาก
I. การแบ่งต้นทุนทั้งหมด ของโรงงานออกเป็น 2ส่วนคือ Fix cost และ Variable cost ซึ่งก็คือ ต้นทุนคงที่หมายความว่าเป็นต้นทุนที่ ไม่ว่าโรงงานจะผลิตงานมากเท่าใดก็ตาม ค่าใช้จ่ายตัวนี้ก็ยังคงเท่าเดิม เช่น ค่าเงินเดือนผู้จัดการ, ค่า ยาม, ค่า เสื่อมราคาเป็นต้น ส่วนอีกอันหนึ่งคือ ต้นทุนผันแปร ซึ่งจะเพิ่ม/ลด ตามปริมาณผลผลิตของโรงงานกล่าวคือ ถ้าผลิตออกไปมากต้นทุนกลุ่มนี้ก็มากตาม ซึ่งได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าล่วงเวลา ค่าไฟฟ้าเป็นต้น
II. จากนั้นพยายามแยกฝ่ายปฏิบัติงานออกเป็น 2 กลุ่มเช่นกันคือฝ่าย บริการ (Service) และฝ่ายผลิต (Production) โดยฝ่ายบริการได้แก่ แผนกบัญชี แผนกคอมพิวเตอร์ แผนกบุคคล แผนกบริหาร เป็นต้น ด้านฝ่ายผลิตได้แก่ แผนกวิศวกร แผนกผลิต แผนกทดสอบ เป็นต้น ซึ่งตัวตัดสินในการแบ่งนี้ก็คือ ดูว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นขึ้นตรงกับผลผลิตหรือไม่ นั่นเอง กรณี กล่ำกึ่ง ก็อาจเพิ่มสูตรวิธีในการคิดต้นทุนเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ได้ความใกล้เคียงกับ หลักการมากที่สุด ตัวอย่างเช่น การบวกเปอร์เซ็นต์ค่าบริการในการทวงใบแจ้งหนี้จากลูกค้าผิดนัดใน เฉพาะผลิตภัณฑ์ ก.
III. เริ่มสร้างสูตรการเฉลี่ยต้นทุน โดยมองว่าแผนกต่างๆ ที่จะทำการคิดนั้น อยู่ในกลุ่มใด (บริการ / ผลิต) เพื่อที่ จะได้มีการ ตัดคิดต้นทุนจาก ก้อนเงินที่แยกไว้ 2 ชุดตั้งแต่ต้น ณ.จุดนี้เอง ในแต่ละแผนกก็มองต้นทุนของตัวเองเป็นอีก 2 ส่วนเช่นกันคือ ส่วนคงที่และผันแปร (Fix / Variable) จากนั้นเริ่มหา ตัวดัชนีที่จะใช้วัดปริมาณงาน (Activity driver) เพื่อนำมาเป็นฐานในการตัดแบ่ง ส่วนนี้ยกตัวอย่างเช่น แผนกบัญชีลูกหนี้ [AR] จะใช้จำนวนใบเรียกเก็บเงิน มาเป็นฐานการตัดแบ่ง โดยจะสอดคล้องกับหลักการคือ ปริมาณงานมาก จำนวนใบเรียกเก็บเงินก็มาก และก็ต้องมีต้นทุนรวมในการดำเนินการเรียกเก็บเงิน ตรงนี้มากตามไปด้วยนั่นเอง การตัดเฉลี่ยแบ่งต้นทุนนี้โดยภาพรวม มองได้ว่าเป็นแนวเส้นทาง จาก ซ้ายมาขวา ผ่านแผนกต่างๆ ผ่านการแบ่งแยก ต้นทุนคงที่ และต้นทุนผันแปร มีการเรียกเก็บต้นทุนดำเนินการข้ามแผนกต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์เสีย แผนกคอมพิวเตอร์ก็เรียกเก็บต้นทุนดำเนินการจาก แผนกที่เป็นเจ้าของเครื่องนั้นด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดการคิดต้นทุนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงแม้ว่าทั้งหมด จะอยู่โรงงานเดียวกันก็ตาม การคิดต้นทุนนี้จะกระทบผ่านแผนกต่างๆไปเรื่อยๆจนสุดท้ายจะไปสิ้นสุด ในแต่ละผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มหรือชนิดที่โรงงานผลิตออกไป ในเชิงลึกจริงๆเปรียบประหนึ่งว่าแต่ละครั้งมีราคาต้นทุนไม่เท่ากัน การที่ สามารถทำให้มองเห็นตัวเลขภาพสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผลที่ได้ ก็คือ รู้ได้ว่าบางผลิตภัณฑ์ที่โรงงานผลิตอยู่นั้นเสมือนว่ายิ่งทำจะยิ่งขาดทุนก็ เป็นได้ จุดที่เองที่เป็นผลประโยชน์ของ ABC.
IV. การจะค้นหา สูตรคณิตศาสตร์ หรือตัวดัชนี สำหรับเป็นตัวผลักดัน (Activity driver) นั้นต้องเป็นการ ร่วมค้นหาและจัดสรรโดยเจ้าของแผนกนั้นๆภายใต้ความเข้าใจและศรัทธา เดียวกันที่ต้องการนำระบบ ABC มาใช้ในโรงงานของเรา อีกส่วนหนึ่งเมื่อได้ภาพแรกของการคิดต้นทุน ABC แล้วอีกแนวทางหนึ่งที่จะสามารถทำได้ในแนวบริหารก็คือ "การบริหารเชิงกิจกรรม" [Activity base management] โดยการนำข้อมูลจาก ABC มาเป็นตัวช่วยในการ ดูน้ำหนักความสำคัญ เช่น มุ่งเน้นในการเข้าไปบริหารแก้ปัญหากับผลิตภัณฑ์ที่มี ปัญหา และสืบค้นแนวทางปัญหาจากข้อมูลต้นทุน ที่ทำ ABC มานั่นเอง จึงเห็นได้ว่าการวางแผนของ สายการจัดการเฉลี่ยต้นทุน นั้นสำคัญมาก ถ้าทุกอย่างจัดแบ่งอย่างดีก็ทำให้ได้ข้อมูลภาพสะท้อนที่ดี นั่นเอง เข้าเรื่องอีกทีครับ ตัวดัชนีนั้นถ้าเราเลือกได้ดีจะทำให้ง่ายในการที่จะนำมาประมวลผลตอนท้าย ตัวอย่างเช่น การคิดเฉลี่ยต้นทุนการแสงสว่างในสำนักงาน เลือกเอาจำนวนตารางเมตรของพื้นที่แผนกมาเป็นดัชนี ใครมีพื้นที่มากต้อง แบกรับค่าไฟฟ้ามากตามไปด้วย หรือเช่น ภาระค่ากระดาษและหมึกพิมพ์รวมถึงค่าซ่อมเครื่องพิมพ์ จะใช้จำนวนของเครื่องพิมพ์ที่แต่ละแผนกมีเป็นเจ้าของ มาเป็นค่าดัชนีในการตัดแบ่งภาระต้นทุนก้อนนี้ออกไปสู่ส่วนต่างๆ อีกตัวอย่างครับ กรณีเรื่องค่าไฟฟ้า อาจมีการติดตั้งมิเตอร์เพิ่มในส่วนงานที่สามารถแยกชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยตรงไปเลยเพื่อให้ได้ค่าต้นทุนที่แท้จริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ผลประโยชน์ที่จะได้รับด้วย กลุ่มหน่วยงานเฉพาะกิจ ABC จะต้องทำการศึกษาและเสนอแนะ สรุปรวมความว่า เจ้าตัวดัชนี Activity Driver นั้นการเลือกและค้นหาเป็นศิลปะ หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นกลยุทธ์ ซึ่งต้องอาศัย ความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ ศรัทธา ไหวพริบ และ ความพยายาม ของกลุ่มหน่วยงานเฉพาะกิจ ABC ของทุกๆแผนก เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้มาซึ่ง ข้อมูลสารสนเทศ อันเป็นประโยชน์ ส่วน ABC นั้นเป็น ยุทธ์ศาสตร์ (คิดว่าครับ)
V. แนวทางการจัดเตรียมระบบคอมพิวเตอร์ในการจัดทำ ABC ที่จริงแล้วสามารถใช้แค่ โปรแกรมตารางคำนวณทั่วไปก็เพียงพอในการทำ ABC แต่กรณีที่มี ERP ขนาดใหญ่จะมี ส่วนโปรแกรมสำหรับรองรับการทำงานส่วนนี้โดยเฉพาะผู้เขียนเองเคยเห็นเว็บๆ ว่าระบบสามารถบันทึกต้นทุนแบบ Online Update ได้เลย แต่การตั้งค่าระบบโปรแกรมตอนแรกค่อนข้างยาก ต้องอาศัยผู้เชียวชาญระบบโปรแกรมนั้นๆ อีกทั้งยังต้องเข้าใจ ABC ด้วย กลับมาเรื่องบุคลากรต่อ ควรแบ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจ ABC ในแต่ละแผนกทำหน้าที่ ในการรวบรวมข้อมูลปริมาณงาน เช่นจำนวนใบงาน จำนวนเรียกเก็บเงิน จำนวนใบเช็ค เป็นต้น จากนั้นนำเอาปริมาณงานมาคำนวณ เป็นมูลค่าต้นทุนและส่งไปรวมกันทุกๆ แผนกเพื่อให้ได้ภาพรวมของต้นทุนตามแนววิธีของ ABC
ตัวอย่าง ระบบบัญชีแยกต้นทุนตามกิจกรรม (ABC) เปรียบเทียบ�กับ�ระบบแบบเดิม
ระบบ ABC ค่าใช้จ่าย
งานติดตั้งเครื่อง 25000
งานรับชำระเงิน 5000
งานรับคำร้อง 5000
รวม 35000
===================
ระบบ เดิม ค่าใช้จ่าย
เงินเดือน 20000
ค่าสาธณูปโภค 10000
ค่าพาหนะ 5000
รวม 35000
===================
โดยรวมแล้ว ได้ผลลัพธ์เท่ากัน แต่คนละมุมมอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้ามองตัวเลขค่าใช้จ่ายเป็นงานๆ อาจทำให้เห็นได้ว่างานใดมีมูลค่าเท่าใด?
โดย คุณ NIMITJ



