คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร
คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร
MMP 55

“ หลักสูตร MMP นี้ดีมากทีเดียว ดีมากที่ว่า เราได้เรียนรู้ว่ามีภาวะการของในด้านธุรกิจ ในเรื่องของการเงิน การบัญชี แล้วก็เรื่องของธุรกิจในปัจจุปันเป็นยังไง เรามีการวิเคราะห์ในรูปการวิเคราะห์ของโครงการ วิเคราะห์การเงิน แล้วก็เรียนรู้เรื่องงบดุล ”
ผู้สัมภาษณ์
ในฐานะที่คุณหญิงนั้นเป็นอดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งทุกคนก็รู้จักดีอยู่แล้วและที่สำคัญตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาคุณหญิงเป็นผู้ที่ได้รับเลือกเป็นให้เป็นผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงดีเด่น สตรีแห่งปี จากสถาบันหลายแห่ง และเท่าที่ทราบมาก็คือ คุณหญิงชอบศึกษา ชอบที่จะพัฒนาตัวเอง ชอบที่จะเรียนรู้ ผ่านทั้งวุฒิบัตร ปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร ทั้งในและต่างประเทศ ก็เลยอยากทราบว่าคุณหญิงมีแนวคิดยังไงบ้าง เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาตัวเองว่า หลายๆ คนอาจมองว่าจบปริญญาแล้ว ก็พอแล้ว คุณหญิงมองยังไงครับ
คุณหญิง
ในเรื่องของความรู้ มันคือพลัง พลังมันก็ไปสู่อำนาจ ไม่ได้หมายถึงเราแสวงหาอำนาจ แต่ว่าเป็นอำนาจที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาแล้วก็ให้ทันยุคทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกมาเรียน MMP ซึ่งมาตรงกับรุ่น 55 ในครั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ กับการประยุกต์ในเรื่องของการเรียนรู้ทางด้านบริหารจัดการ แล้วก็เรียนรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจและธุรกิจเข้าไปด้วย มันจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะมาช่วยในเรื่องของการเปิดมุมมอง เพราะเราจะเรียนในด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐกิจ เพราะมองว่าพัฒนา เราต้องมองหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย แล้วก็การพัฒนาจิตใจนั้น เราถือว่าเรายังไม่ครบวงจร ยังถือว่าเรื่องของความถนัด ในเรื่องของด้านเชิงธุรกิจ เชิงเศรษฐศาสตร์ สื่อต่างๆ ในด้านธุรกิจนั้นยังไม่ค่อยชำนาญการมากนัก ประกอบกับในฐานะปลัดกรุงเทพมหานครมาก่อน แล้วก็ทำงานเรื่องสังคม แล้วก็ทำงานเพื่อส่งเสริม SME มาโดยตลอดเลย เพราะว่าตั้งแต่ปูพื้นฐานในเรื่องของ OTOP รู้สึกจะเป็นคนแรกที่ถูกเชิญไปบรรยายที่เมืองโองิตะ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในเรื่องของ OTOP เราไม่ใช่ OTOP แต่เราใช้สินค้าชุมชน แล้วเราได้รับเชิญจากท่านผู้ว่าฯ โองิตะ ให้ไปพูดเรื่องประเทศไทยของเรา ซึ่งก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เราว่า ผลิตภัณฑ์ของชุมชนนี้น่าจะเปิดออกสู่ตลาดได้ แต่ที่นั่นเค้าเรียกว่า OTOP ซึ่งก็เป็นที่มา OTOP ที่อดีตท่านนายกฯ ได้เชิญผู้ว่าฯ โองิตะ มาพูดให้กับท่านผู้ว่าฯ แล้วท่านผู้ว่าฯ ก็หยิบยกรูปถ่ายดิฉันขึ้นโชว์ว่า ผู้หญิงคนนี้คนที่พูดเรื่องผลิตภัณฑ์ชุมชนอยู่แล้ว แต่ว่ามันมา grouping ออกมาสู่ในเรื่องของเป็นรูปเป็นร่างมาสู่ปัจจุบัน แล้วก็ก้าวไปสู่เรื่องของ SME ก็คิดเป็นระดับเศรษฐกิจรากหญ้า
แต่ว่าสิ่งที่อยากจะเรียนรู้ก็คือ อยากรู้ระดับ Macro ด้วยในระดับประเทศ เพราะว่าสภาวะเศรษฐกิจผันผวนแบบนี้ เราต้องช่วยชาติบ้านเมือง ในขณะนี้เป็นอาจารย์สอนเต็มตัวหลังจากเกษียณแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้นักศึกษาได้รับรู้ซึมซับต่างๆ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ไปในตัวด้วย เพื่อให้ทันยุคทันเหตุการณ์ ทันข้อมูลต่างๆ และเรามีส่วนช่วยชาติบ้านเมืองได้อย่างไร การที่เป็นองค์ประกอบของการเรียน MMP นี้จะมีส่วนช่วยได้เยอะมากๆ ทีเดียว ถ้าเรายิ่งใส่ใจกับมัน เรียนรู้กับมันแล้ว พอกลับบ้านก็กลับไปทบทวนวิชาด้วย เพราะว่าเราไม่ทันเด็ก ที่มาเรียนมีบัญชี มีพวกการเงินมา เราไม่ใช่นักการเงิน ไม่ใช่นักบัญชี แต่เราจะทำยังไงที่จะเรียนรู้อย่างนักบัญชี เราก็ต้องอ่าน ไม่รู้เราก็ต้องถามให้รู้ คนเราไม่ใช่ฉลาดหรือว่ารอบรู้ไปทุกอย่าง บางทีเราต้องให้ทันกับเหตุการณ์ ไม่เข้าใจก็ต้องถาม ถามลูกก็ยังถามเลยด้วยซ้ำว่า วันนี้อาจาร์ยสอนมาแบบนี้ เผอิญลูกสาวมาเรียนด้วย ลูกสาวจบนิติศาสตร์ ดิฉันจบรัฐศาสตร์ แต่ว่าไปจบเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ ที่เกษตรศาสตร์
เพราะว่าเนื่องจากเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ แล้วก็เป็นกรรมการของชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นการที่เราเป็นสหกรณ์แล้ว ทางงานสหกรณ์เราก็ควรต้องเรียนรู้ คือต้องพัฒนาตนเอง และเมื่อเรารู้ให้เท่าเค้า คือรู้ให้มากกว่าเค้า เพราะฉะนั้นเราต้องมาเรียนรู้เศรษฐศาสตร์สหกรณ์ ดิฉันเคยเรียนที่ฮาร์ดวาท 2 หลักสูตรด้วยกัน แล้วก็เป็นหลักสูตรในเรื่องของด้านการบริการผู้นำ ภาวะการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ในการบริหารผู้นำทำให้เราได้สัมผัสผู้นำในระดับโลกที่มาเรียนด้วย ระดับรุ่นเด็ก รุ่นผู้ใหญ่ก็มี มนุษย์สัมพันธ์ที่เราสร้างไป แล้วก็ได้ประสบการณ์เรียนรู้ว่า ผู้นำระดับโลก ระดับใหม่ กลาง เก๋า มีการบริหารงานจัดการกันอย่างไร ซึ่งตอนนี้ก็สอนที่สถาบันพระปกเกล้าฯ ส่วนผู้นำการปกครองท้องถิ่น ก็สอนในสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา แล้วก็สอนที่รามคำแหง ธรรมศาสตร์ แล้วก็ออกต่างจังหวัดด้วย แต่ว่าก็พยายามปรับ เมื่อเรามาลงคอร์สนี้แล้ว เราก็ต้องการเรียนความสมบูรณ์ของคอร์สทั้งหมด เต็มสมบูรณ์เต็มทุกวิชาเต็มทุกชั่วโมง ต้องพยายามปรับเลื่อนของเรื่องเวลาในการสอนของเราตรงนั้นเลื่อนออกไป ให้อาจารย์อื่นมาสอนแทน
หลักสูตร MMP นี้ดีมากทีเดียว ดีมากที่ว่า เราได้เรียนรู้ว่ามีภาวะการของในด้านธุรกิจ ในเรื่องของการเงิน การบัญชี แล้วก็เรื่องของธุรกิจในปัจจุปันเป็นยังไง เรามีการวิเคราะห์ในรูปการวิเคราะห์ของโครงการ วิเคราะห์การเงิน แล้วก็เรียนรู้เรื่องงบดุล ซึ่งตรงงบดุลนี้เราไม่ค่อยได้ใส่ใจรายละเอียดขั้นต้น แต่ในฐานะสหกรณ์ก็ต้องรู้งบดุล แต่เราได้ซึมซับมากขึ้นในบทบาทของธุรกิจที่มุมมองต่างมุมมองอีกด้านหนึ่งด้วย ทำให้เราได้เปิดโลกกว้างมากขึ้นอะไรที่เราไม่รู้ ยังมีอีกเยอะทีเดียวที่ต้องเรียนรู้
แล้วคติพจน์ประจำใจของคุณหญิงล่ะครับ
ก็มีหลายอย่าง เรื่องของการความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น แล้วก็คิดว่าการทำดีต้องได้ดี การทำดีละเว้นความชั่วทำจิตใจให้ผ่องใส คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ตามหลักการนี้ ไม่มีใครที่ไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นที่มีทุกข์ อย่างที่เจอเรื่องดับเพลิงที่เป็นข่าว ที่มีคดีอยู่ด้วย ก็ยังจะต้องสอบเพิ่มเติม ก็ต้องเป็นทุกข์ว่า เราทำสิ่งที่ไม่ผิดเลย แต่ชื่อเสียงของเรากำลังเสียหายในสังคม คนนอกมองโครงการ 6,000 กว่าล้าน สงสัยมีส่วนได้เสียหรือมีอะไร แต่เราคิดว่าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว คนในสังคมไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงอะไร ทำไมคุณหญิงไม่รู้ บางอย่างเค้าห้ามหัวปลัดฯ ไปเลย สั่งงานข้ามกันมาก็ไม่เป็นไร วันหนึ่งโลกต้องรู้ เพราะงั้นต้องทำจิตใจให้ผ่องใส สักวันหนึ่งความจริงก็ต้องพิสูจน์ ชีวิตของเรามันต้องทำงานด้วยความอดทน แล้วก็คิดว่าต้องทำได้ดี ทุกข์มันก็มีบ้างเข้ามาเป็นกระแสเหมือนกัน แต่เราต้องขจัดความทุกข์ออกไป แล้วเอาความสุขเข้ามา เมื่อเราทุกข์ก็เห็นคนอื่นทุกข์กว่า คนจนก็มีเยอะ คนในสังคม ขนาดคนพิการยังสามารถเรียนรู้ ออกมาเพาะเห็ด มีเงินเป็น สิบสิบล้านได้ เค้าพิการเค้ายังทำได้เลย เพราะฉะนั้นคิดว่าเราต้องยืนหยัดในสังคมได้ตลอดไป ...
จาก : MMP Magazine ฉบับที่ 2



